สบส. พัฒนานวัตกรรมห้องแยกโรคความดันลบในเรือนจำ ยกระดับมาตรฐานการป้องกันและควบคุมโรค
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบบริการสุขภาพในเรือนจำ สนับสนุนการจัดทำห้องแยกโรคความดันลบในเรือนจำตามในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 ยกระดับมาตรฐานการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ โดยเฉพาะวัณโรค ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในกลุ่มผู้ต้องขัง และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เป็นเลิศ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า ภายหลัง จากการลงพื้นที่ตรวจราชการ และติดตาม การดำเนินงานในเรือนจำ 9 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ในเขตสุขภาพที่ 4 พบว่า เรือนจำหลายแห่งยังประสบปัญหาและข้อจำกัดในการจัดทำห้องแยกโรค ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้และความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ หรืองบประมาณที่มีจำกัด และข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยของเรือนจำ รวมถึงปัญหาความแออัดจากจำนวนผู้ต้องขังที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่ออันตรายในกลุ่มผู้ต้องขัง อาทิ โรควัณโรค (TB) ซึ่งมีความรุนแรงของการแพร่ระบาดในเรือนจำสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ หลายเท่า เนื่องจากความแออัดและการระบายอากาศที่ไม่ดี ดังนั้น จึงมีข้อสั่งการให้ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการศึกษา สภาพพื้นที่จริงของแต่ละเรือนจำ เพื่อออกแบบห้องแยกโรคความดันลบให้เหมาะสมกับบริบทและข้อจำกัดของพื้นที่ รวมถึงจัดทำแบบประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินงาน โดยมีสำนักงานเขตสุขภาพที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณผ่านโรงพยาบาลแม่ข่ายในพื้นที่ เพื่อจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นตามแบบที่กำหนด ขณะที่หน่วยงานราชทัณฑ์ได้ร่วมดำเนินการติดตั้งและปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด “ห้องแยกโรคความดันลบ เป็นกลไกสำคัญในการควบคุม ป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางอากาศด้วยการกักเก็บอากาศที่อาจมีเชื้อโรคไว้ภายในห้องไม่ให้แพร่กระจายสู่พื้นที่ส่วนรวมของเรือนจำ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลภายนอก ซึ่งการมีห้องแยกโรคที่ได้มาตรฐานภายในเรือนจำช่วยให้สามารถเฝ้าระวังและดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม ยกระดับมาตรฐาน ด้านสาธารณสุขในเรือนจำ การจัดทำห้องแยกโรคความดันลบจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในเรือนจำให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสถานพยาบาล และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อ การควบคุมโรคอย่างยั่งยืน ” นายแพทย์ภูวเดชฯ กล่าว ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่าความสำเร็จของ การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงานเขตสุขภาพที่ 4 ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลแม่ข่ายและหน่วยงานสาธารณสุข ในพื้นที่ร่วมให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านวิชาการ ขณะที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง เห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพภายในเรือนจำ และร่วมดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ ติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนดูแลรักษาระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 4 ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการป้องกันและควบคุมโรค ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการขับเคลื่อนนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป